ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่หลายคนไม่รู้ : 3 ค่าใช้จ่ายแฝงที่ทำให้ธุรกิจ SME “เจ็บจริง”
โดยสรุปเนื้อหาและประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์กว่า 10 ปี (Google Premier Partner, Facebook Certified Partner และ Line Certified Coach) ที่มีพื้นฐานวิศวคอมพิวเตอร์และโปรแกรมเมอร์
ทำไมค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress จึงมักสูงกว่าที่คาดไว้
จากประสบการณ์ของผู้บรรยายที่ทำงานด้านการตลาดและยิงโฆษณาให้ลูกค้าจำนวนมาก พบว่ามีเจ้าของธุรกิจ SME จำนวนไม่น้อยใช้ WordPress หรือระบบเว็บไซต์สำเร็จรูปอื่น ๆ และได้เห็นทั้งข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละระบบอย่างชัดเจน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้เป็นที่มาของการพูดถึงเรื่อง ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่หลายคนไม่เคยรู้
สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อย และส่งผลต่อ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่เพิ่มขึ้น คือ :
- เว็บไซต์มีปัญหา ติดขัด หรือใช้งานได้ไม่เต็มที่
- ต้องประชุมปรับแก้เว็บไซต์หลายครั้ง แต่ปัญหายังไม่หมด
- เมื่อจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ หรือปรับตามการตลาด กลับกลายเป็นงานใหญ่และมีค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress เพิ่มเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อลองไล่ดู “ต้นเหตุ” ของปัญหาเหล่านี้ มักพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่ไม่ค่อยมีใครบอกตั้งแต่ต้น ไม่ได้อยู่ที่ค่าทำเว็บครั้งแรกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นค่าใช้จ่ายรายปีและค่าใช้จ่ายต่อเนื่องรอบ ๆ ระบบ
โดยสรุปแล้ว ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่มีผลจริงกับธุรกิจ แบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1.Domain Name และ Hosting
2.Theme และ Plugin
3.ค่าดูแลระบบหรือบุคลากรด้าน IT
1. ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ส่วนที่ 1 : Domain Name และ Hosting
ส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ขั้นพื้นฐานที่เว็บไซต์ทุกเว็บต้องมี แต่ในมุมของคนทำธุรกิจ หากต้องการให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานจริง ทั้งด้านการขายและการตลาด ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ตรงนี้มีรายละเอียดมากกว่าที่คิด
1.1 Domain Name (ชื่อเว็บไซต์)
Domain Name คือชื่อเฉพาะของเว็บไซต์ (เช่น www.ชื่อเว็บไซต์.com) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ธุรกิจต้องจดทะเบียนเป็นของตนเอง โดยมีค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ส่วนนี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300–500 บาทต่อปี
แม้จำนวนเงินจะไม่สูง แต่ความจุกจิกในการจัดการมักนำมาซึ่งปัญหาที่ซ่อนอยู่ และส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของเว็บไซต์
- การลืมผู้ให้บริการ : เจ้าของธุรกิจอาจลืมว่าจด Domain Name ไว้กับผู้ให้บริการรายใด
- การต่ออายุล่าช้า : การลืมต่ออายุอาจทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ชั่วคราว
- การมอบสิทธิ์การจัดการ : การให้ผู้อื่น (เช่น ลูกน้อง, โปรแกรมเมอร์, หรือ Outsource) จดทะเบียนแทน อาจทำให้สิทธิ์การจัดการไม่อยู่ในมือของเจ้าของธุรกิจอย่างแท้จริง
- ความไม่ต่อเนื่องในการจัดการ : ในบางกรณี Domain Name ถูกจดไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน แต่เพิ่งจะมาเริ่มทำเว็บไซต์ WordPress ภายหลัง ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายและเกิดความสับสนในการจัดการ
ในบางกรณี Domain Name ถูกจดไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน แต่เพิ่งจะมาเริ่มทำเว็บไซต์ WordPress ภายหลัง ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายและเกิดความสับสนในการจัดการ ซึ่งความยุ่งยากนี้อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress โดยรวมในการบริหารจัดการตามมา
1.2 Hosting (พื้นที่เก็บเว็บไซต์)
ในเชิงตัวเลข อาจมีแพ็กเกจ Hosting ที่มีราคาถูก โดยเริ่มต้นที่ หลักร้อยบาทต่อปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้เว็บไซต์อย่างจริงจังและมุ่งเน้นผลลัพธ์ เช่น
- การลงสินค้าเป็นจำนวนมาก
- การลงรูปและทำคอนเทนต์บล็อกเพื่อผลักดัน SEO
- การรองรับทราฟฟิกจากการยิงโฆษณา
ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของ Hosting จะต้องเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้
จะต้องเลือก Hosting ที่มีทั้ง ความจุ (Capacity), แบนด์วิธ (Bandwidth) และ ความเร็ว (Page Speed) ที่เหมาะสม
ความเร็วหน้าเว็บ (Page Speed) มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของผู้ใช้งาน หากเว็บไซต์โหลดช้าลง แม้เพียงเล็กน้อย ก็มีโอกาสที่ผู้ชมจะกดปิดหน้าเว็บเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการขายที่ลดลง โดยเฉพาะเมื่อมีการยิงโฆษณาแล้วนำคนเข้าหน้าเว็บไซต์ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของ Hosting คุณภาพกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่เหมาะสมสำหรับ Hosting ในระดับธุรกิจที่ต้องการประสิทธิภาพประมาณ 2,000–3,000 บาทต่อปีขึ้นไป
2. ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ส่วนที่ 2 : Theme และ Plugin (ส่วนที่หนักที่สุด)
ในบรรดาองค์ประกอบทั้งหมดของค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ส่วนที่ “หนักที่สุด” มักเป็นค่าใช้จ่ายของ Theme และ Plugin
2.1 Theme (แม่แบบของเว็บไซต์)
Theme (แม่แบบ)
Theme คือส่วนสำคัญที่กำหนดหน้าตาและรูปแบบการแสดงผลของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของ Plugin และ Theme
Theme ฟรี : ความเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง
- ดีไซน์ล้าสมัย : รูปลักษณ์ของเว็บไซต์มักจะดูเก่า คล้ายเว็บไซต์ยุค 10 ปีก่อน ซึ่งขาดความน่าเชื่อถือ
- ขาดการสนับสนุน : มักไม่ได้รับการซัพพอร์ตหรืออัปเดตต่อเนื่อง เนื่องจากผู้พัฒนาไม่ได้รับรายได้
- ปัญหา Compatibility : เมื่อ WordPress เวอร์ชันหลักมีการอัปเดตไปเรื่อย ๆ อาจเกิดปัญหาความเข้ากันได้ (Compatibility) จนทำให้เว็บไซต์มี Error
การพยายามประหยัดด้วยการใช้ Theme ฟรี จึงอาจส่งผลให้ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress รวมเพิ่มขึ้นจากการเสียทั้งเวลาและต้นทุนอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
Theme เสียเงิน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress นั้น โดยเฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50–100 ดอลลาร์ต่อปี หรือราว 2,000–3,000 บาทต่อปี
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการภาพลักษณ์เว็บไซต์ที่เหมาะสมกับธุรกิจ และต้องการลดปัญหาด้านเทคนิคและ Error ต่าง ๆ ในระยะยาว Theme แบบเสียเงินจึงมักเป็นตัวเลือกที่ถูกใช้ในทางปฏิบัติ ถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่ต้องจ่ายเป็นรายปีก็ตาม
2.2 Plugin (ส่วนเสริมการทำงานของ WordPress)
Plugin คือส่วนเสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้ WordPress เช่น ความปลอดภัย, การสำรองข้อมูล, การจัดการฟอร์ม, ตะกร้าสินค้า, ระบบติดตามผล (Tracking) ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress
แม้จะมี Plugin ฟรีให้เลือกใช้จำนวนมาก แต่สำหรับการใช้งานจริงในระดับธุรกิจ มักต้องอัปเกรดไปใช้เวอร์ชันเสียเงินในที่สุด โดยค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ส่วนใหญ่จาก Plugin เหล่านี้จะอยู่ในระดับ: หลักพันต่อปี ต่อ Plugin
ตัวอย่าง Plugin ที่กลายเป็นต้นเหตุของค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่เพิ่มขึ้น มีเช่น
- Plugin ป้องกันสแปมและความปลอดภัย (Anti-Spam / Security) : เมื่อเปิดให้คอมเมนต์ในเว็บไซต์ไปสักพัก มักมีคอมเมนต์สแปมจำนวนมากเข้ามา ซึ่งอาจมีลิงก์อันตรายหรือทำให้เว็บช้าลง จึงจำเป็นต้องใช้ Plugin ป้องกันสแปม โดยเวอร์ชันที่ตอบโจทย์มักมีค่าใช้จ่าย หลักพันบาทต่อปี
- Plugin สำรองข้อมูล (Backup) : เนื่องจาก WordPress และ Plugin ต่าง ๆ มีการอัปเดตอยู่ตลอด ก่อนอัปเดตทุกครั้งควรสำรองข้อมูลไว้ หากอัปเดตผิดพลาด เว็บอาจเสียหายจนไม่สามารถกู้กลับมาได้เต็มรูปแบบ Plugin เวอร์ชันฟรีมักสำรองข้อมูลได้ไม่ครบทุกส่วน จึงมักต้องใช้เวอร์ชันเสียเงิน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย หลักพันบาทต่อปี
- Plugin สำหรับ Page Builder (เช่น Elementor Pro) : ใช้สำหรับสร้างหน้าเว็บไซต์หรือ Landing Page แบบลากวาง ในระดับการใช้งานทั่วไป Elementor เวอร์ชันฟรีอาจเพียงพอ แต่หากต้องการปรับ Header / Footer, ใช้ฟีเจอร์พิเศษ เช่น นาฬิกานับถอยหลัง, ใช้ฟอร์มกรอกข้อมูล, เชื่อมกับ WooCommerce ที่ต้องใช้ Elementor Pro ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาทต่อปี
- Plugin ด้าน Optimization และ Tracking : เมื่อเว็บไซต์มีรูปภาพจำนวนมาก จำเป็นต้อง Optimize รูปเพื่อให้เว็บโหลดเร็วและรองรับ SEO การแปลงรูปเป็น WebP และฟีเจอร์อื่น ๆ มักอยู่ใน Plugin เวอร์ชันเสียเงินสำหรับผู้ที่ยิงโฆษณาหลังยุค iOS 14.5 การใช้ Conversion API / Server-side Tracking กับ WordPress ก็มักต้องใช้ Plugin เสียเงินเพิ่มเติมเช่นกัน
นอกจากนี้ สำหรับร้านค้าออนไลน์ ยังมี Plugin ด้าน E-commerce, ระบบจ่ายเงิน และ Plugin สำหรับจัดการผู้ใช้สแปม (Bot Delete) ที่เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress เพิ่มขึ้น โดยอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในระดับหลักพันบาทต่อปี
3. ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ส่วนที่ 3 : ค่าดูแลระบบ หรือบุคลากรดูแลเว็บไซต์
ส่วนนี้คือค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากมักไม่ได้นึกถึงตั้งแต่แรก เพราะมักคิดถึงแต่ “ค่าทำเว็บไซต์เริ่มต้น” และมีความเข้าใจผิดว่า “เดี๋ยวคนทำเว็บไซต์ก็คงช่วยดูแลให้ต่อไป”
ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้ “เป็นไปไม่ได้” ในระยะยาว เนื่องจากไม่มีผู้ใดสามารถดูแลเว็บไซต์ให้ต่อเนื่องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านเวลาและทรัพยากร ดังนั้น ค่าดูแลระบบจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนของค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่จำเป็นต้องมีการวางแผน
3.1 ความจำเป็นของการมีคนดูแลเว็บไซต์
ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของบุคลากรดูแลระบบเป็นสิ่งจำเป็น กลุ่มเจ้าของธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามทักษะด้าน IT เพื่อพิจารณาความต้องการในการดูแลระบบ
- กลุ่มที่มีทักษะด้าน IT ระดับกลางขึ้นไป (ซึ่งยังต้องมีคนดูแล หากไม่มีเวลา)
- กลุ่มที่มีพื้นฐาน IT เล็กน้อย
- กลุ่มที่ไม่มีพื้นฐาน IT เลย
แม้กลุ่มแรกจะมีทักษะที่สามารถดูแลระบบเองได้บ้าง แต่หากไม่มีเวลา หรือมีภาระงานด้านอื่นมาก ก็ยังจำเป็นต้องมีบุคลากรดูแลเว็บไซต์อยู่ดี ส่วนกลุ่มที่มีทักษะน้อยหรือไม่มีพื้นฐาน IT เลย (กลุ่มที่ 2 และ 3) แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ้างคนดูแลระบบในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress รายปี
3.2 ค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบจริง
โดยทั่วไป การคิดค่าบริการดูแลเว็บไซต์มักคิดเป็น Man-day (ค่าตัวต่อวัน) ตามเวลาที่ใช้ในการปรับแก้หรือแก้ปัญหา โดยอาจคิดเป็นครึ่งวันหรือหนึ่งวัน
ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของ Man-day โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,000–2,000 บาทต่อวัน
ดังนั้น ทุกครั้งที่ต้องการให้ปรับแก้เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดต แก้ Error หรือปรับโครงสร้างบางส่วน เจ้าของธุรกิจจึงมักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมครั้งละหลักพันบาท ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress โดยรวมที่เพิ่มขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากเว็บไซต์ล่มหรือใช้งานไม่ได้ในช่วงที่ธุรกิจพึ่งพายอดขายจากช่องทางออนไลน์ การติดต่อคนดูแลล่าช้าอาจสร้างผลกระทบต่อธุรกิจที่สูงกว่าค่า Man-day หลายเท่า ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือก ทำเว็บไซต์ WordPress
สรุปภาพรวม : ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress
เมื่อรวมทุกองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจออนไลน์ ได้แก่
- ค่า Domain Name และ Hosting คุณภาพ
- ค่าซื้อ Theme และ Plugin ที่จำเป็นต้องใช้งาน (เวอร์ชันเสียเงิน)
- ค่าจ้างบุคลากรหรือผู้ดูแลระบบ
ภาพรวมของ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress สำหรับผู้ที่ใช้เว็บไซต์เป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจ มักจะอยู่ในระดับ อย่างน้อยหลักหมื่นบาทต่อปี
และในบางกรณีอาจอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทบวกลบต่อปี โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ถนัดด้าน IT หรือไม่มีเวลาจัดการระบบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทำเว็บไซต์ WordPress
แนะนำทางเลือกทำเว็บสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดด้าน IT ก็คือ LnwShop (เทพช็อป)
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ตระหนักถึงความซับซ้อนของ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ทั้งในเรื่อง Hosting, Theme, Plugin, ระบบ Tracking และการดูแลความปลอดภัย ผู้บรรยายแนะนำให้พิจารณาใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป เช่น LnwShop (เทพช็อป) เพื่อลดภาระการจัดการ
เหตุผลสำคัญที่ LnwShop เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในระยะยาว
- เซิร์ฟเวอร์ในประเทศไทย : การใช้เซิร์ฟเวอร์ในประเทศทำให้เว็บไซต์โหลดได้รวดเร็ว เหมาะสมกับผู้ใช้งานในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อประสบการณ์ผู้ใช้และ Conversion
- โครงสร้าง SEO และ Page Speed : โครงสร้างเว็บไซต์ได้รับการออกแบบมาให้รองรับ SEO และให้ Page Speed ที่ดีมาตั้งแต่ในอดีต
- ความทันสมัย : ระบบปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว เช่น รองรับมือถือ (Responsive) และรูปแบบการจ่ายเงินออนไลน์ที่หลากหลาย
- รองรับ Multichannel และ Real-time Stock Sync : รองรับการขายแบบหลายช่องทาง และสามารถซิงค์สต็อกแบบ Real-time กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ (เช่น Lazada, Shopee, TikTok, และ Facebook) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หากต้องทำเองบน WordPress จะมีค่าใช้จ่ายสูง
- Conversion API / Server-side Tracking (ให้ฟรี) : มีระบบ Conversion API ให้ใช้งาน โดยผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าซับซ้อนเอง (ต่างจากการใช้ WordPress ที่ต้องพึ่งพา Plugin เสียเงิน)
- HTTPS อัตโนมัติ : ระบบติดตั้ง HTTPS ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญด้าน SEO
ผลิตภัณฑ์ของ LnwShop
ปัจจุบัน LnwShop มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้งานหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่แตกต่างกัน
- LnwShop (ทั่วไป) : สำหรับเว็บไซต์สำเร็จรูปมาตรฐาน
- LnwShop Pro : สำหรับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
- Lnw X : สำหรับธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์ที่เน้นดีไซน์และภาพลักษณ์แบรนด์อย่างจริงจัง โดยใช้ระบบหลังบ้านของ LnwShop แต่มีบริการให้ทีมช่วยออกแบบเพิ่มเติม และมีการันตีคะแนน Page Speed ระดับ 90+ ซึ่งการันตีประสิทธิภาพระดับนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ในส่วนของ Plugin ด้าน Optimization ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 6,000–7,000 บาทต่อปี
ข้อมูลเพิ่มเติมและส่วนลด
ในปัจจุบัน มีเว็บไซต์ที่ใช้งานอยู่บนระบบของ LnwShop แล้วมากกว่า 900,000 เว็บไซต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบสามารถรองรับธุรกิจหลากหลายรูปแบบ และสามารถปรับแพ็กเกจได้ตามความต้องการ จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ที่มีค่าใช้จ่ายแฝงสูง
ส่วนลดพิเศษ
สำหรับผู้ที่สนใจลดความยุ่งยากและควบคุมค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ได้ดียิ่งขึ้น ผู้บรรยายระบุว่าสามารถใช้โค้ด “Pakorn 101” เพื่อรับส่วนลด 10% สำหรับทุกแพ็กเกจ (ทั้ง LnwShop, LnwShop Pro และ Lnw X)
บทสรุป : ก่อนตัดสินใจทำเว็บไซต์ WordPress ควรประเมิน ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ให้รอบด้าน
ก่อนเริ่มต้นหรือปรับปรุงเว็บไซต์ด้วย WordPress เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาให้ครบทุกมุมของ ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ไม่ใช่เพียงค่าทำเว็บไซต์ครั้งแรกเท่านั้น แต่ควรรวมถึงค่าใช้จ่ายรายปีและค่าใช้จ่ายแฝงในส่วนต่าง ๆ ได้แก่
- ค่า Domain และ Hosting รายปี
- ค่า Theme เสียเงิน
- ค่า Plugin ที่จำเป็นต่อการทำการตลาดและการขาย
- ค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบและแก้ไขปัญหาในอนาคต
สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดด้าน IT หรือไม่มีเวลาจัดการเรื่องเทคนิคด้วยตนเอง การใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูปอย่าง LnwShop (เทพช็อป) อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดภาระทั้งด้านเวลาและควบคุมค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress แฝงในระยะยาวได้
สุดท้ายนี้ ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องมือสำหรับทำเว็บไซต์ ลองย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตนเองเพื่อประเมิน ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress อย่างแท้จริง “เมื่อรวมทุกอย่างแล้ว ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์ WordPress ของธุรกิจเรา ต่อปีอยู่ที่เท่าไหร่กันแน่?”
คำตอบนี้จะช่วยให้ท่านสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับงบประมาณและทรัพยากรในการบริหารจัดการของธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น


